นัดไว้ทำไมไม่มา ?
posted on 30 Aug 2009 21:43 by sabre
อย่างที่เราๆทราบกันดี(?)ครับว่า วันนี้ 30 สิงหาคม 2552 เป็นวันจัดงาน Capsule ครั้งที่ 6
ซึ่งอันที่จริง วันนี้มีคนรู้จักหลายท่านนัดเจอกับผมในงาน
แต่ทำไมหาผมไม่เจอ ? คิดว่าหลายท่านคงสงสัย
และเรื่องนี้ ถ้าจะเล่าไป มันก็คงไม่สั้นนัก
แทนที่จะตอบลงในกล่องตะโกน
เลยเขียนลงบล็อกดีกว่า
.....
...
.
เมื่อคืน หรือจะพูดให้ถูกก็คือตอนเช้ามืดของวันนี้ เวลาตี 4
ผมเขียนเอนทรี่ลงบล็อกเสร็จแล้ว และสั่งดาวน์โหลดไฟล์ตามลิสท์เสร็จแล้ว
ก็เลยเข้านอนโดยกะเวลาไว้ว่า ตื่นสัก 9 โมงแล้วไปหาข้าวเที่ยงกินก่อนลุยงาน Capsule น่าจะเหมาะ
ติ๊กต่อกติ๊กต่อก
เวลาผ่านไป
05:48 น.
เสียงโทรศัพท์ของผมดังไปถึงในฝัน
เลยรีบคว้ามาดูว่านี่มันกี่โมงแล้วและคิดในใจว่า "ใครกันมันโทรมาเวลาแบบนี้" = w=)*
ขยี้ตามอง... อ้อ น้องสาวของข้าพเจ้านั่นเอง
คาดว่าคงโทรมาปรึกษาเรื่องแฟนตามเคย
แต่พอรับโทรศัพท์ ผมกลับได้ยินเสียงกรีดร้องของน้องสาวตัวเอง !
ผมตาสว่างในทันใด รีบบอกให้น้องใจเย็นแล้วอธิบายสถานการณ์มา
น้องผมเจ็บปวดมากจนไม่สามารถพูดได้สะดวกนัก
จับใจความได้ว่า เธอปวดท้องอย่างกะทันหันจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา
และปวดมากจนไม่สามารถขยับตัวได้ ยิ่งขยับยิ่งเจ็บ ปวดจนข่มตานอนหลับไม่ได้
อืม... อาการปวดท้องอย่างรุนแรงขนาดนี้แบบเฉียบพลัน หรือว่า...
"ปวดตรงไหน" คือคำถามของผม
"ข้างขวา" คือคำตอบของน้อง
ฉิบหาย
ผมคิดในใจดังๆ
อย่างแรกที่ผมนึกขึ้นมาในหัวก็คือ
ไส้ติ่งเฉียบพลัน
ซึ่งถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ น้องผมน่าจะทนได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ผมจึงตาสว่างเต็มที่ และพยายามให้คำแนะนำกับน้อง โดยให้เธอติดต่อหน่วยกู้ชีพ ให้มารับเธอที่หอพักโดยด่วน
น้องผมอยู่บางกะปิ ส่วนผมอยู่ลาดกระบัง
โชคดีนิดๆที่เมื่อวานผมนอนทั้งชุดอยู่บ้าน จึงล้างหน้าแล้วออกเดินทางได้เลย
จากลาดกระบัง ถ้าขึ้น Motorway แล้วออกทางด่วน ก็จะไปถึงบางกะปิได้ภายใน 15 นาที
ระหว่างนั้นผมพยายามโทรศัพท์หาน้องสาว แต่เธอไม่รับ
ชักใจเสีย ทำไมน้องตูไม่รับโทรศัพท์วะ
แต่สุดท้ายน้องผมก็รับจนได้ ค่อยยังชั่ว
เธอไม่ได้คุยกับผม แต่ฟังจากเสียงคุยกันจึงทราบว่า หน่วยกู้ชีพมาถึงแล้ว และกำลังนำเธอส่งโรงพยาบาล
ผมจึงบอก Taxi ให้ไปส่งที่โรงพยาบาลเลย จะได้ไปดักรอน้องสาวที่นั่น
เมื่อรถฉุกเฉินมาถึง เจ้าหน้าที่ก็พาน้องสาวผมไปที่แผนกฉุกเฉิน
ส่วนผมก็เอาบัตรประชาชนของน้องไปทำบัตรและตรวจสอบสิทธิต่างๆ
จากนั้นน้องผมก็เข้ารับการตรวจ
ผ่านไปสักพักจึงติดต่อญาติๆ แล้วก็ถามพนักงาน ร.พ.ว่าน้องผมอยู่ที่ขั้นตอนไหนแล้ว
สรุปว่าหมอฉีดยาแก้ปวดให้ และกำลังรอดูอาการอยู่
ผ่านไปสักพัก พยาบาลก็ทนความเซ้าซี้ถามอาการน้องของผมไม่ได้
ก็เลยยอมให้เข้าไปดูอาการอยู่ใกล้ๆน้องได้
ตอนนี้น้องผมอาการทุเลาลงพอสมควรด้วยฤทธิ์ยาแก้ปวด
ผมพยายามชวนคุยเพื่อให้ไม่คิดถึงเรื่องความเจ็บปวด จึงทราบว่า
หน่วยกู้ชีพที่ไปรับเธอนั้น มาถึงแค่หน้าอาพาร์ทเมนท์ และไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ
น้องผมเหมือนจะรู้ตัวว่าหน่วยกูชีพคงไม่รู้แหง จึงรวบรวมเรี่ยวแรง เดินออกมาเปิดประตูจนสำเร็จ
และเรียกให้คนที่เดินผ่านมาพอดีช่วยวิ่งไปตามหน่วยกู้ชีพมาให้
หน่วยกู้ชีพจึงมาเจอน้องสาวผมได้
ผมต้องขอขอบคุณท่านผู้นั้นเป็นอย่างสูงจากใจจริงครับ
m(_ _)m
จากนั้นก็รอผลตรวจเลือดและปัสสาวะ และฟิล์ม X-ray
ซึ่งต้องยอมรับว่า ในขณะนั้นยังเป็น "กะดึก" ของทางโรงพยาบาล จึงมีคนไม่พออย่างแรง
ทำให้ผล LAB ออกมาไม่เร็วเท่าตอนกะกลางวัน
กล่าวคือ ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
เวลาผ่านไป ยาแก้ปวดมันก็เริ่มหมดฤทธิ์ น้องผมจึงเริ่มเจ็วปวดอีกครั้ง
บอกตามตรงว่าอยากชกกำแพงเต็มแรงสักห้าหมัดเพื่อระบายความเจ็บปวดในใจของตัวเอง
แต่ขืนทำอย่างนั้นมีหวังน้องผมยิ่งเสียขวัญ คนเป็นพี่ต้องใจดีสู้เสือไว้ก่อน เลยพยายามชวนคุยต่อไป
เท่าที่ผมสังเกตอาการ คิดว่าตอนนี้น้องสาวผมได้ผ่านช่วง Peak (เสี่ยงตายที่สุด) มาแล้ว ก็น่าปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว
ขอแค่ได้รับการรักษาอีกสักหน่อย เธอก็น่าจะหายได้ไม่ยาก เพียงแต่อาจจะต้องเข้าผ่าตัดด้วยนี่สิ
... ...
ฟิล์ม X-ray เป็นอย่างแรกที่มาถึง
แต่หมอไม่ว่าง และจะรออ่านฟิล์มพร้อมผลตรวจเลือด-ปัสสาวะ หมอจึงไปตรวจคนไข้ฉุกเฉินรายอื่นก่อน
น้องสาวก็ปวดเจียนตาย ตูข้าจะนิ่งดูดายทำแมวอะไรฟะ
ผมจึงถือวิสาสะ เข้าไปคุยกับนางพยาบาลว่าผมเป็นสัตวแพทย์ ดูฟิล์มเป็น จึงขอดูฟิล์มก่อน ไหนๆหมอก็ยังไม่ว่าง
นางพยาบาลตกลง ผมจึงได้เข้าไปอ่านฟิล์มและพบว่า...
เฮ้ย..? ไม่เห็นมีวิการของไส้ติ่งเลย !!??
อุบเงียบไว้ก่อน แล้วเดินกลับมาคุยปลอบใจน้องต่อไป
คิดในใจว่า... เอาวะ อย่างน้อยถ้าไม่ใช่ไส้ติ่งก็โอเค
ในที่สุดผล LAB ก็มาครบ และหมอก็เริ่มอ่านผล พบว่าเม็ดเลือดขาวสูง อาจติดเชื้อในกระแสเลือด
จากนั้นก็มาตรวจน้องสาวผม
หมอคนแรก คิดว่าอาจเป็นไส้ติ่งร่วมกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะอาการปวดกระจายไปทั่ว
จากนั้นก็เชิญหมอจากภาคศัลยกรรมมาตรวจ หมอคนที่สองให้ความเห็นว่า ฟิล์ม X-ray ไม่บ่งชี้ว่าเป็นไส้ติ่ง อาจเป็นอย่างอื่น
จึงเชิญหมอใหญ่มาตรวจเอง โดยหมอใหญ่เลือกใช้เครื่อง Ultra-Sound ในการตรวจ และพบว่า
สาเหตุน่าจะมาจากเยื่อบุผนังมดลูกอักเสบจนเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ แต่ไม่ถึงขั้นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง
กล่าวคือ แผลอักเสบมันบวมจนไปสัมผัสโดนอวัยวะอื่น เลยรู้สึกเจ็บขึ้นมา
ยิ่งน้องผมนอนหงาย ก็ยิ่งเจ็บเพราะลำไส้ไปกดทับแผลอักเสบ (อ้าว กรรม)
แต่น้องผมไม่มีแรงพอจะขยับตัวให้นอนตะแคงได้ เพราะยิ่งขยับยิ่งเจ็บมาก จึงต้องทนนอนหงายไปก่อน
หมอใหญ่ลงความเห็นว่า ถ้าไม่เกี่ยวกับไส้ติ่ง แต่เป็นมดลูก ก็ต้องส่งแผนกสูตินารีเวช และคงต้องนอนค้างโรงพยาบาล
ผมจึงวิ่งเอกสารอีกรอบ เพื่อเดินเรื่องขอใหน้องได้นอนโรงพยาบาล
จากนั้นก็รออยู่พักหนึ่ง จึงมีคนมาพาออกจากตึกฉุกเฉิน ไปที่แผนกสูตินารีเวช
เมื่อมาถึงที่แผนกสูติฯ เจ้าหน้าที่ก็จัดแจงพาไปยังที่นอน และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นชุดผู้ป่วย จากนั้นก็รอหมอมาตรวจ
...นับจากตอนที่น้องผมเริ่มปวด (ประมาณ 05:45 น.) ก็ผ่านมาได้ราวๆ 6 ชั่วโมงกว่าแล้ว...
ไม่ตลกเลยที่ต้องทนดูน้องตัวเองเจ็บปวดขนาดนี้อยู่นานแบบนี้
ในที่สุดหมอแผนกสูติฯก็มาตรวจน้องของผม และได้ข้อสรุปที่ต่างไปจากเดิมว่า
เกิดจากมดลูกอักเสบแบบเรื้อรังรุนแรง ส่วนก้อนเนื้อที่ว่าอาจไม่มีอยู่จริง แต่ต้องลอง Ultra-Sound ดูอีกทีพรุ่งนี้
หมอได้ทำการรักษาเบื้องต้นที่มดลูก และให้ยาปฏิชีวนะทางสายน้ำเกลือ
ปรากฏว่าอาการดีขึ้นอย่างมาก น้องสาวผมสามารถขยับตัวได้มากขึ้น
สามารถนอนตะแคงได้แล้ว อาการปวดเนื่องจากลำไส้กดทับมดลูกที่อักเสบจึงทุเลาลง และสามารถนอนหลับได้ในที่สุด
ขอขอบคุณอาจารย์หมอเป็นอย่างสูง
(ส่วนพระเจ้าน่ะ ช่างหัวเผือกเหอะ)
จากนั้นผมและน้องสาวก็นอนหลับไปสองครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง
น้องสาวหลับ ผมหลับตาม พอได้ยินเสียงน้องสาวขยับ ผมก็ตื่นมาดูอาการต่อ เป็นอย่างนี้อยู่สองรอบ
เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่า น้องสาวของผมอาการดีขึ้นมากๆ ลุกได้ เดินได้ (แต่ยังเจ็บอยู่พอสมควรถ้าลุกเดิน)
หมอบอกว่า ให้รอดูอาการไปถึงพรุ่งนี้ แล้ว Ultra-Sound หาก้อนเนื้ออีกรอบ
ถ้าเจอก็ไม่พ้นต้องผ่าตัด แต่ถ้าไม่มี ก็รอดตัว แค่นอนให้ยาแบบนี้เดี๋ยวก็หาย
...เฮ้อ...
โล่งอก
ขั้นตอนการตรวจค่อนข้างเยอะ และใช้เวลารอค่อนข้างนาน
แต่ก็นับว่าโชคดีที่ไม่รีบร้อนจับผ่าตัดเพราะนึกว่าเป็นไส้ติ่ง
ไม่งั้นคงได้แผลฟรีมาโดยเปล่าประโยชน์แหงแก๋
เพราะมดลูกอักเสบนี้รักษาได้ด้วยยา
ไม่ต้องผ่าตัด
ค่อยยังชั่ว
จากนั้นผมก็อยู่เป็นเพื่อนน้องสาวต่อไป
ใจนึงก็คิดอยู่เหมือนกันว่า น้องไม่เป็นอะไรแล้ว ตูไปงานแคปซูลดีมั้ยนะ ?
แต่น้องสาวอาการหนักอยู่ตรงนี้ ไม่มีคนดูแล จะให้ตูทิ้งไปได้ยังไงฟะ ?
ชีวิตของน้องสาวมีหนึ่งเดียว แต่งานแคปซูลยังมีอีกหลายครั้ง
ต่อให้บ้าแค่ไหนก็น่าจะรู้ว่าควรเลือกอะไร
ดังนั้นผมจึงอยู่ดูแลน้องสาวต่อไปครับ
จากนั้นพวกญาติๆก็เดินทางมาถึง เลยมีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้นอีกเยอะ
จนกระทั่ง 19:00 น. ก็หมดเวลาเยี่ยม ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป
...แต่...
! ผมยังมีงานต้องทำ !
แฟนน้องผมกำลังเดินทางมา
และคงไม่ง่ายถ้าเขาจะหาน้องสาวผมเจอในโรงพยาบาลที่เหมือนเขาวงกตแห่งนี้
คงจะดีไม่น้อยถ้าน้องสาวผมได้กำลังใจจากแฟนของเธอ
ดังนั้นยังไงผมก็ต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้
ปรากฏว่าพอส่งพวกญาติๆเสร็จ แฟนน้องก็มาถึงพอดี ไวกว่าที่คิด ผมจึงนำทางโลด
แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ว่า มันหมดเวลาเยี่ยมแล้ว จะเข้าไปก็ใช่ที่
ผมจึงใช้ท่าไม้ตาย "เนียน"
ทำเป็นเดินไม่รู้เรื่อง ตุบตุบตุบ ไปจนถึงห้องของน้องสาว โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทักท้วงเรียกตัวเอาไว้เลย
จากนั้นผมก็ปล่อยให้หนุ่มๆสาวๆเขาคุยกันไป
ส่วนผมก็ไปหลบมุม อ่านหนังสือเงียบๆ เหอ เหอ
น้องสาวผมคงไม่เป็นอะไรแล้ว ค่อยโล่งอกหน่อย
แยกย้ายกันตอน 2 ทุ่ม ผมก็เดินทางกลับที่พักทันที
ซึ่งไม่พ้นต้องนั่งรถ Taxi ตามเคย
...พอมานึกดูก็นะ...
นอน 2 ชั่วโมง, มื้อเช้า รองท้อง, มื้อเที่ยง รองท้อง, บ่ายงีบไปสองครั้งๆละครึ่งชั่วโมง, มื้อเย็น ไม่ได้แด๊ก
และตลอดทั้งวัน ต้องคอยวิ่งรอกทำนู่ทำนี่โดยไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย
แต่ก็ยังตาสว่างดี ไม่มีปัญหา ยังมานั่งเขียนบล็อกได้
อึดดีแฮะ ตัวเรา... ก็สมแล้วที่เพื่อนๆสมัยเรียนมันเรียกว่า สัตว์ประหลาด
งานนี้จึงต้องขออภัยทุกท่านที่นัดข้าพเจ้าไว้ว่าจะไปเจอกันในงานแคปซูลเป็นอย่างสูงครับ (_ _)"
เอาไว้โอกาสหน้าคงได้เจอกันครับ ' w')/
วันนี้ผมขอลาไปนอนตายก่อนล่ะครับ
.....
....
...
..
.


ยังไงก็ขอให้น้องสาวกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมไวๆนะครับ
#1 By Storma on 2009-08-30 23:41