ชีวิตที่ผ่านมาของผม
ได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งต่างๆมากมาย

พอรู้สึกผูกพันกับมัน
ก็อยากรักษาความสวยงามของมันเอาไว้

.........................................................................................................................................................
เรื่องแรกเอาเป็นเจ้านี่ละกัน

ภาษาญี่ปุ่น

เวลาผมคุยกับใครเรื่องภาษาญี่ปุ่น
ผมมักจะหยิบประเด็นเรื่อง ค. ก. ง. มาพูดถึงเสมอ
ตัวอักษรในหมวด ค. และ ก. ของภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง
ตัวอักษรหมวด ค. และ ก. ของญี่ปุ่นนั้น
ถ้าจะว่าไปแล้ว มันสามารถออกเสียงได้สองเสียง
ค. ออกเสียงเป็น ค. หรือ ก.
ก. ออกเสียงเป็น ก. หรือ ง.
ทั้งนี้ก็เพราะ "สำเนียง" ของคนญี่ปุ่นในแต่ละท้องที่นั้นต่างกัน
หากแต่ถ้ามองที่ภาษากลางล่ะ ?
มันควรจะเป็นอย่างไร
แล้วทำไมคนไทยถึงได้ใช้ ค. ก. ง. กันเพี้ยนนัก
นอกจากนี้ก็คงเป็นตัว ち Chi ที่ออกเสียงกันไม่ค่อยจะถูก
และเสียง -ei ที่ไม่รู้ทำไมชอบอ่านว่า ไอ กันนัก

คุณรู้สาเหตุต้นตอของมันหรือไม่ ?

.....ผมรู้.....

1. เรื่องมันเริ่มจากความไม่คุ้นภาษาต่างประเทศของคนไทยสมัยโบราณ
คำว่า ฟรังซ์ (France) ยังฟังเป็น ฝรั่ง ได้
ภาษาญี่ปุ่นเองก็ไม่น้อยหน้า โดนฟังผิดๆมาหลายคำเหมือนกัน
ที่โดดเด่นก็คงเป็น เกียวโต โตเกียว ซากุระ อะไรทำนองนั้น
ถ้าจะให้เกียรติคนโบราณ และสามารถพูดได้อย่างสนิทปาก
ผมพยายามหลอกตัวเองว่ามันเป็น คำทับศัพท์ สำหรับภาษาญี่ปุ่นที่คนโบราณคิดขึ้น
2. นิตยาสารเกมชื่อดัง สองฉบับที่แข่งกันออกข่าว มาตั้งแต่สมัยโบราณ
ผมก็ไม่ทราบว่า "ชื่อ" นี่มันมีลิขสิทธิ์การแปลด้วยหรือไร แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อเล่มหนึ่งชิงลงข่าวก่อน เขียนชื่อด้วย ค.
อีกเล่มตามมาทีหลัง ก็ไม่กล้าใช้ซ้ำ จึงเขียนชื่อด้วย ก.
เล่มหนึ่งลงข่าวเกม เซย์เคนเดนเซทสึ (Seiken Densetsu)(เกมดังของค่ายสแควร์) ก่อน
อีกเล่มตามมาทีหลัง เห็นว่า ei มันเหมือนชื่อของ ไอน์สไตน์ หรือไงไม่ทราบ
จึงเขียนชื่อเกมลงไปในนิตยาสารของตนว่า ไซเคนเดนเซทสึ
ณ วันนั้นเองที่โรคไอน์สไตน์ ถือกำเนิดขึ้นในภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย
และก็มีหลายคน ที่ติดโรคนี้มาอย่างไม่รู้ตัว
3. หนังสือการ์ตูน ก็ใช่ย่อย
อาจด้วยสาเหตุเดียวกันคือเรื่อง ลิขสิทธิ์
ตัวละครที่ชื่อเหมือนกัน กลายเป็นถูกเขียนไม่เหมือนกันซะอย่างนั้น
คนแรกๆก็โชคดีไป แต่คนหลังๆเนี่ย โผล่ชื่อมาให้อ่านแล้วรู้สึกขัดตาอย่างมาก
ลิขสิทธิ์ในเครือตัวเองแท้ๆ ทำไมต้องกลัวใครจะมาฟ้อง ="=
ดาเตะ ดาเทะ ดาเท    อะไรก็ไม่รู้
4. หูเป็นเหตุ
ち Chi เป็นตัวอักษรที่เขียนเป็นไทยแล้วน่าอนาถ
บ้างก็เขียนว่า ชิ (ซ้ำกับ し) บ้างก็เขียนว่า จิ (ซ้ำกับ じ)
ตกลงมันเขียนอย่างไรกันแน่ ?
สื่อมวลชน นิยมใช้ ชิ เช่น (Hitachi)ฮิตาชิ (บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดัง), (Chibi Dragon)ชิบิดราก้อน (ทีมแข่งหุ่นยนต์เตะบอล)
โอตาคุ นิยมใช้ จิ เช่น (Itachi)อิทาจิ (พี่ชายของนินจาหนุ่มน้อยชื่อดัง), (Chibi Dragon)จิบิดราก้อน (ทีมแข่งหุ่นยนต์เตะบอล)
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ หู ของแต่ละคนตัดสินเสียงที่ได้ยินต่างกัน
อันที่จริงผมคิดว่ามันน่าจะเป็น ฉิ
ถ้าลองฟังประโยคที่ไม่พูดเร็ว ผมคิดว่าน่าจะแยกกันได้
แต่อย่าว่าคนอื่นเลย
ถ้าในกรณีที่ใช้ในการ "เขียน" ล่ะก็
ผมเองก็ไม่อยากใช้ตัว ฉ.ฉิ่ง ในการเขียนเหมือนกัน
ยอมรับเถอะว่า มันดูตลกชะมัด
แต่ถ้าเป็นตอนออกเสียงล่ะก็
ผมออกเสียงเป็น ฉ. ตลอดนั่นล่ะ
แต่ไม่แน่ใจว่ามีใครบ้างที่ฟังออก
เพราะถ้าพูดเร็วๆ มันก็ได้ยินเป็น ชิ หรือ จิ ได้ง่ายๆ
5. ภาษาอังกฤษ พาซวย
คนไทยในยุคปัจจุบันคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ เป็นรองแค่ภาษาไทย
ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นนั้น หาคนที่ชำนาญจริงๆได้ยากมากๆ
คราวซวยจึงมาเยือนภาษาญี่ปุ่น เมื่อตัว K ในภาษาอังกฤษ มันมักจะออกเสียง ก.
คนที่ไม่รู้เรื่องเห็นภาษาญี่ปุ่นแบบโรมันจิ ก็ไม่แคล้วอ่าน K เป็น ก. กันซะแทบทุกคน
ทั้งๆที่มันเป็นเสียง ค. ต่างหาก
นอกจากพยัญชนะแล้ว สระก็ซวยไม่แพ้กัน
Boon อ่านว่าอะไร ? ถ้าถามคนทั่วไปก็ตอบว่า บุน
แต่โรมันจิของญี่ปุ่น อ่านว่า โบน ต่างหาก
6. ภาษาคาราโอเกะ คอมโบพาซวย
คงไม่ต้องอธิบายมาก ว่ามันแย่ขนาดไหน
ใครเคยเล่น DotA แล้วเจอเพื่อนร่วมทีมซัดภาษาคาราโอเกะเข้าใส่
มักจะต้องปวดหัวไปซะทุกราย เพราะอ่านไม่ออก
pup pup ..... ..... ปุ๊บปุ๊บ ปั๊บปั๊บ ปุ๊บปั๊บ
kwang ma ..... ..... กวางมา ? ขว้างมา ? ขวางม้า ?
loey ..... ..... เลย โลย โลเอ้ย โลเอ้
ภาษาคาราโอเกะ ทำให้คนไทยเจอกับสิ่งที่คล้ายโรมันจิมากขึ้น
แต่พวกเค้าไม่เข้าใจวิธีอ่านโรมันจิ
และบางครั้งก็เข้าใจว่ามันอ่านเหมือนภาษาคาราโอเกะ
...ผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี...
7. สื่อนี่แหละ ตัวดี
อาจเรียกว่า ความไม่รับผิดชอบก็ได้
คำแรกที่ผมนึกออกก็คือ ขี้เหร่เด๊ะ (บังคับดาราให้กระแดะออกเสียงเป็นขี้เหร่ ก็พอเข้าใจ แต่ ... เด๊ะ มาจากไหน ?)
ต่อๆมาก็คงเป็น เด็ดสื่อก๊ะ (Desuka ?)
คำหลังสุดที่ผมนึกออกก็คือ โออิชิ
(บอกตามตรง ผมเกลียดโฆษณานี้มาก มันเหมือนกับจะบอกว่า คนไทยโง่มาก หลอกอะไรก็เชื่อ)
นักธุรกิจสนใจแต่เรื่องหลอกเอาเงินจากลูกค้า
เอาความคลั่งไคล้ชื่นชมญี่ปุ่นมาหลอกแดกประชาชน
ไม่สนใจว่าตัวเองกำลังทำลายอะไรบางอย่าง
ซึ่งมันได้กลายเป็นลูกโซ่ไปทำลายอะไรอีกหลายๆอย่าง
8. ผู้ยิ่งใหญ่ ทำอะไรก็ถูก
อันที่จริง มันก็คล้ายๆกับสื่อนั่นแหละ
เพียงแต่ผมคิดว่า เค้ามีอำนาจพอที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่ไม่ทำ
บางครั้งกลับใช้อำนาจนั้นทำให้ยิ่งผิดเข้าไปใหญ่
เมื่อเร็วๆนี้ก็เพิ่งได้ฟังจากโฆษณา DVD ดราก้อนบอล ทางโทรทัศน์
โดยใช้แชมป์แฟนพันธุ์แท้ และผู้เข้าแข่งท่านอื่นๆ เป็นตัวกลางโฆษณา
...โงกุน...
คือคำที่ผมได้ยินแล้วชะงัก
ผมไม่ได้ดูตอนที่แข่ง เลยไม่รู้ว่าตอนแข่งใช้คำว่าอะไร
แต่ผมจำได้ว่า ตัวละครนี้มันไม่ได้ชื่อนี้แน่นอน
孫 悟空(そん ごくう) ซอนโกะคูว คือชื่อที่ระบุไว้ในเรื่อง
ถ้าเรียกว่า ซุนหงอคง ตามภาษาจีน ต้นกำเนิดเรื่อง ก็ยังรับได้
แต่นี่มัน โงกุน
ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด คนดังในวงการการ์ตูนเป็นคนตั้งให้ตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว
คล้ายๆคำว่า ไอ้มดแดง โดเรม่อน นั่นล่ะ
ผมทนนั่งฟังมันโฆษณาอยู่จนจบ ได้ยินคำว่า โงกุน ไม่รู้กี่รอบ จนแทบเสียสติ
สารภาพเลยว่า สิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจคือ
...ชื่อพระเอกยังเรียกผิด แล้วเป็นแฟนพันธุ์แท้ได้ยังไง...
...ถ้าไม่คิดแก้ไข ก็ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าแฟนพันธุ์แท้....
...แบบนั้นมันก็แค่ คนเก่งท่องจำ เท่านั้นเอง...
...แต่ไม่มีความรักและหวงแหนผลงาน...

...ไม่มี จิตวิญญาณ...

คร่าวๆก็คงแค่นี้ ถ้านึกออกอาจมาเพิ่มอีก
...แต่...
ผมรู้แล้วจะไปทำอะไรได้
ผมก็แค่คนธรรมดา ไม่ได้มีอำนาจบาตรใหญ่เหมือนคนอื่น

อีกเรื่องที่เซ็งนิดหน่อย ก็คงเป็นเรื่อง เสียงยาว
と (โทะ) , とー (โท) , とう (โทว) , とお (โทโอ) สี่ตัวนี้ต่างกัน แปลต่างกัน
แต่เวลาอ่านเจอในการ์ตูนแปลไทย เรามักจะเจอแต่ โท แบบเดียว
ถ้าเทียบกับโรมันจิก็คือ Tō (มีขีดบนตัวโอ แสดงว่าเสียงยาว)
แล้วอย่างนี้ถ้าเจอ สี่พี่น้อง と , とー , とう , とお จะแปลยังไง ?
นักแปลมักจะหาทางออกได้เสมอนั่นล่ะ แต่ผมเองก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
สมมติว่าตอนแรกโผล่มาคนเดียวคือ とう (โทว) แต่ดันแปลว่า โท
ถ้าตอนหลังพี่น้องมากันครบ เค้าจะเอาอะไรมาใส่ให้นาย とー (โท) กันนะ ผมล่ะสงสัยจริงๆ
หวังว่าคงไม่แปลว่า โต นะ..... แบบนั้นมันไม่ตลกเลย
อีกตัวอย่างนึง 
สมมติว่า พระเอกชื่อ มาคิ (Maki) แต่แปลว่า มากิ
พอท้ายเรื่องเจอฝาแฝดชื่อ มากิ (Magi) เค้าก็จะแปลว่า มางิ
... ขำไม่ออกฟ่ะ ...
ชื่อคนญี่ปุ่นไม่น้อยเลย ที่ใช้ ka ki ku ke ko ในชื่อ แต่ถูกคนไทยแปลว่า กะ กิ กุ เกะ โกะ
ผมยอมรับว่า คะ กับ โคะ มันทำให้ผมออกเสียงได้ลำบากมาก
เวลาผมพูดก็ต้องยอมใช้ กะ กับ โกะ เหมือนกัน
แต่อย่าลืมว่า คนที่ชื่อลงท้ายด้วย ga gi gu ge go จริงๆก็มี
ถึงตอนนั้นจะแปลว่า งะ งิ งุ เงะ โงะ อย่างนั้นหรือ ?
ผมว่าบางครั้งมันกระดากลำคอ จนออกเสียงยากกว่าเดิมอีก = A=)"

ปัญหาที่ไร้ทางแก้ โจทย์ที่ไร้ทางออก
แค่คิดว่าจะทำยังไงดีก็ปวดหัวแล้ว
แต่ที่ผมปวดหัวกว่าก็คือ
ขนาดภาษาไทย คนไทยยังใช้กันไม่ถูกเลย
จนถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังเห็นคำว่า โอกาศ สังเกตุ อนุญาติ อยู่บ่อยๆ
ไม่ไกลตัวเท่าไหร่ ก็เหล่าขาใหญ่ประจำบอร์ดนั่นล่ะ
แล้วยังมีพวกภาษาวิบัติของวัยรุ่นอีกเป็นกระบุง

ภาษาไทยยังเอาไม่รอด
แล้วจะหวังอะไรกับภาษาญี่ปุ่นที่คนไทยใช้กัน

ขนาดแฟนพันธุ์แท้ยังไม่สนใจ
ผมสู้ไป ก็คงไม่มีประโยชน์

...เหนื่อยเปล่าจริงๆ...

...เหนื่อย...

.........................................................................................................................................................

ต่อมาก็เป็นเรื่องที่คล้ายๆกับภาษาญี่ปุ่นนั่นล่ะ

ตำนานเทพเจ้ายุโรปเหนือ (Norse)

เรียกแบบนี้อาจจะยังงง แต่ถ้าพูดชื่อ โอดิน คงร้องอ๋อกันเป็นแน่

คนส่วนใหญ่เคยอ่านตำนานเทพกรีก โรมัน อียิปต์ แต่ผมไม่เคยอ่านเลย
แต่ในทางตรงข้าม ผมกลับมาอ่านตำนานเทพนอร์สที่คนอื่นเค้าไม่อ่านกันซะงั้น
สาเหตุก็เพราะเกมที่เล่นนั่นแหละ เหอ เหอ

อาจจะไม่ได้ศึกษาละเอียดถึงขั้นแฟนพันธุ์แท้
แต่ก็รู้ว่าใครเป็นใคร และเรื่องราวดำเนินไปอย่างไร

ก็เลยทำให้รู้เรื่องน่าขำของเกมต่างๆหลายเกม
โอดินใน FF หรืออย่าง วัลคิรี่ใน VP
ล้วนแตกต่างจากสิ่งที่ได้อ่านมาอย่างค่อนข้างสิ้นเชิง

แต่ในเมื่อมันเป็นนิยายแต่งใหม่
ก็ไม่แปลกอะไร

ครั้นเมื่อผมได้อ่านนิตยาสารการ์ดเกมฉบับหนึ่ง
ก็เจอคอลัมน์น่าสนใจ บอกว่าลงความเป็นมาของเทพเจ้าไว้
พลิกไปดูก็พบว่า เป็น ธอร์ Thor แห่งแอสการ์ด นั่นเอง
หากแต่เนื้อหาในนั้น ช่างต่างจากความเป็นจริงเหลือเกิน
ค้อนยักษ์ย่อส่วนยืดหดได้ พลังทำลายมหาศาล น้ำหนักอลังการ
แม้แต่เทพธอร์ผู้ทรงพลัง ยังต้องสวมถุงมือและเข็มขัดแห่งพลัง
จึงจะสามารถกวัดแกว่งมันได้ดั่งใจ
.....
ถ้าบอกว่าเป็นนิยายแต่งในเนื้อเรื่องของเกมการ์ด
ผมคงไม่ใส่ใจเท่าไหร่
แต่เมื่อมาอยู่ในคอลัมน์เล่าตำนาน
ผมก็รู้สึกว่ามันไม่เวิร์คซะแล้ว
...เท่าที่ผมทราบ...
(ขอเล่าคร่าวๆละกัน)
วันนึงโลคิคู่แค้นของธอร์ได้ลอบตัดผมของภรรยาของธอร์
ธอร์โกรธมาก จะฆ่าโลคิใด้
โลคิอ้างว่า ถ้าฆ่าเค้าแล้วจะไม่มีวันแก้ไขอะไรได้
ธอร์จึงปล่อยโลคิไปหาวิธีเอาผมทองของภรรยากลับมา
โลคิไปขอ(สั่ง?)ให้ดวาร์ฟนายหนึ่งสร้างผมสีทอง
ดวาร์ฟเห็นว่าเป็นโอกาสสร้างชื่อ จึงสร้างไอเทมชั้นเลิศ 3 อย่างถวาย
(ผมทอง ยานพาหนะ หอกกุงก์นิร์)
โลคิเห็นไอเทมแล้วก็ประกาศว่า นี่คือดวาร์ฟที่เก่งที่สุด
แต่มีคนแย้งว่าไม่จริง พี่ชายของเค้าเก่งกว่า
โลคิไม่เชื่อจึงท้าให้สร้างของมา 3 อย่าง
แล้วให้เหล่าเทพแอสการ์ดตัดสินว่าใครเก่งกว่ากันแน่
แถมท้ายด้วยว่า ถ้าพี่ชายของเจ้าชนะ ข้า(โลคิ)จะยอมถวายหัวให้
เจ้าน้องชายเลยไปขอให้พี่ชายสร้างไอเทม
พี่ชายบอกว่าจะคิดสูตรและเตรียมส่วนผสมให้
แต่น้องชายต้องเป่าไฟใส่เตาหลอมเอง
โลคิทราบดังนั้นจึงแปลงเป็นเหลือมากัดดูเลือดกวนใจเจ้าดวาร์ฟผู้น้อง
แต่ปรากฏว่าไม่สามารถรบกวนความมุ่งมั่นของดวาร์ฟได้
ครั้นเมื่อมาถึงไอเทมชิ้นที่สาม
ดวาร์ฟผู้พี่กล่าวว่า มันคือสุดยอดไอเทมที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา
ระหว่างการหลอม โลคิจึงตัดสินใจ กัดดูดเลือดที่หนังตา
ดวาร์ฟผู้น้องไม่อาจทนความเจ็บปวดได้ จึงละมือจากเตาหลอม
ผลคือ ค้อนศึก ที่ควรจะมีด้ามยาว กลับมีด้ามสั้นๆเท่านั้น
และนับเป็นจุดอ่อนของอาวุธชิ้นนี้
แต่ก็กลายเป็นข้อดีที่มันสามารถเหน็บเข็มขัดได้
(ดังนั้นมันไม่น่าจ